Guestpost โฟสฟรี ถ้าคุณมีสาระดีๆ ที่นี่เราให้คุณได้แบ่งปัน

Notifications
Clear all

"สาวขายบริการ" กระทบหนักจากพิษโควิด "บาร์ร้าง ไร้งาน เงินหมด" ต้องกลับบ้าน

penlert
(@penlert)
Noble Member Registered

เด็กนั่งดริงก์,เด็กอาบอบนวด,เด็กเอ็น,พริตตี้,โคโยตี,ขายบริการทางเพศ

"สาวขายบริการ" อาชีพนอกระบบ ผิดกฎหมาย บนถนนสายโลกีย์ ทำให้ไม่ได้รับสวัสดิการสังคม และรับสิทธิ์เหมือนอาชีพอื่นๆ เมื่อมีการระบาดของโควิด ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวซบเซา สถานบันเทิง ผับ บาร์ และกิจการต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างหนุก ซึ่งรวมถึงอาชีพขายบริการ เด็กนั่งดริงก์ อาบอบนวด หรือที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทางเพศ กำลังพังทลายลง หลายคนสิ้นเนื้อประดาตัว เส้นทางมืดมิดในการทำมาหากิน พร้อมเสียงเรียกร้องคร่ำครวญ โปรดช่วยพวกเขาด้วย

ก่อนโควิดเข้ามา เม็ดเงินจากการบริการทางเพศ หรือ SEX Workers ในไทยมีมูลค่าสูงถึง 6,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณ 190,000 ล้านบาทต่อปี หรือ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ จากข้อมูลของ Havocscope บริษัทวิจัยในแวดวงธุรกิจใต้ดินทั่วโลก และแม้เป็นอาชีพผิดกฎหมาย ประเมินว่าผู้ทำอาชีพขายบริการทุกซอกทุกมุมทั่วไทย มีตัวเลขตั้งแต่ 8 แสน-2 ล้านคน และบางส่วนอายุต่ำกว่า 18 ปี

เมื่อเป็นอาชีพนอกระบบ ผิดกฎหมาย บนถนนสายโลกีย์ ทำให้ถูกมองข้าม ไม่ได้รับการช่วยเหลือในเรื่องสวัสดิการสังคม และรับสิทธิ์เหมือนอาชีพอื่นๆ กลายเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ตั้งแต่การระบาดของโควิดรอบแรก และดูเหมือนทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น แต่ต้องเผชิญกับการระบาดรอบสองอีก แล้วจะทำอย่างไรต่อไปเมื่อไม่มีเงิน ไม่มีต้นทุนชีวิต เพราะหลายคนเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่ เลี้ยงดูลูกกำลังเรียน และบางคนมีภาระผ่อนรถ ผ่อนบ้าน คงต้องยอมให้ถูกยึดทั้งน้ำตา

สาวขายบริการสะอื้น เจ็บสาหัสพิษโควิด โบกมือลา กลับบ้านเกิด

“ทันตา เลาวิลาวัณยกุล” ผู้ประสานงานมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ซึ่งทำงานด้านสิทธิ์หญิงขายบริการในไทย ยอมรับ ตั้งแต่โควิดระบาดครั้งแรก นำไปสู่การปิดสถานบริการ ได้ส่งผลกระทบต่อ "สาวขายบริการ" เพราะไม่ได้ถูกยอมรับให้อยู่ในระบบว่าเป็นแรงงาน มีเพียง 5% เท่านั้นที่มีประกันสังคม จากจำนวน 3 แสนคน นอกนั้นไม่มีอะไรรับรอง เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานพื้นที่บ้านเกิด ทำให้การขอรับความช่วยเหลือเป็นไปได้ยาก หรือก่อนหน้านั้นได้รับเงินเยียวยา 5 พันบาท ก็ไม่เพียงพอในการเลี้ยงดูครอบครัว จากเคยยกระดับฐานะครอบครัวให้สามารถลืมตาอ้าปากได้ ส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ เพื่อการซื้อสังคม แต่มาตอนนี้ไม่เหลืออะไร บางคนอยากจะกลับบ้าน แต่ไม่มีเงิน แค่เงิน 100 หรือ 200 บาท ก็หาลำบากแล้ว

“ครั้งแรกที่มีการระบาดของโควิด พอมีเงินเก็บบางส่วนให้ถูๆ ไถๆ คาดหวังว่าสถานบริการจะกลับมาเปิดได้อีก จนมาเจอการระบาดรอบใหม่ ต้องเสียค่าเช่าที่พัก ค่าใช้จ่ายต่างๆ ทำให้เงินหมดไป ต้องตัดสินใจกลับบ้านเกิด เพราะประเทศยังเปิดไม่ได้ ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา ทำให้ผับบาร์หลายร้านต้องปิดตัวลง บางคนเปลี่ยนอาชีพไปเป็นพนักงานนวด ไปทำอาบอบนวด คนงานก่อสร้าง และแม่บ้าน พยายามดิ้นรนให้ได้เงินโดยไม่เกี่ยงงาน เพราะหลายคนเข้าไม่ถึงเงินเยียวยาโควิด ยังไม่รวมหญิงสาวกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่มีปัญญาจ่ายค่าตรวจโควิด ค่าลงทะเบียน ประกันสุขภาพ ทำให้ตกค้างอยู่ในไทย และเมื่อไม่ได้เป็นคนไทย ทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์จากรัฐ ไม่สามารถทำงานแบบคนไทย มีชีวิตลำบากมาก ต้องซื้อมาม่ากินประทังชีวิต”

ซัด ก.ม.ค้าประเวณี ตราหน้าเป็นอาชญากร ยากเข้าถึงหลักประกันสังคม

เพราะด้วย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ซึ่งโดยหลักเพื่อปราบปรามการค้าประเวณีหญิงสาวอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่ยังบังคับใช้เพื่อจับผู้หญิงขายบริการ เหมือนเป็นอาชญากรมีผิดทางอาญา และมีช่องว่างให้เจ้าหน้าที่เก็บส่วยเท่านั้น ทำให้หญิงขายบริการ ไม่สามารถเข้าถึงหลักประกันสังคม แม้ที่ผ่านมาทำงานในร้านที่จดทะเบียนถูกต้อง แต่นายจ้างส่วนใหญ่ไม่อยากเป็นภาระที่ยุ่งยากในเรื่องเอกสาร จึงต้องหาแนวทางช่วยเหลือเยียวยาคนกลุ่มนี้ ตราบใดที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังเข้าไทยไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาพยายามหาถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือ แต่หลายหน่วยงานมีเงื่อนไขยุ่งยาก ทางมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ จึงติดต่อไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ให้การช่วยเหลือ รวมถึงสำนักนายกรัฐมนตรี

นอกจาก "หญิงขายบริการ" ได้รับผลกระทบแล้ว ยังมีเด็กนั่งดริงก์ ซึ่งมีหน้าที่ของตัวเองเพื่อให้ได้ค่าดื่ม โดยบางคนไม่ไปกับลูกค้า แต่กลับถูกเหมารวมไปหมดว่าขายบริการ เมื่อตำรวจบุกไปจับก็ถูกจับไปทั้งหมด ไม่ว่าคนนั้นจะขายหรือไม่ก็ตาม มีความผิดมาตรา 6 ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ซึ่งเป็นกฎหมายอาญา ทำให้หลายคนที่หวังทำอาชีพนี้แค่ช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อตอบโจทย์ชีวิต ต้องเสียประวัติ ไม่สามารถทำอะไรต่อได้อีก

ส่วนการที่หญิงสาวบริการ หันมาทำในโลกออนไลน์มากขึ้น หรือในรูปแบบเดลิเวอรี่ ส่งตรงถึงลูกค้า ยอมรับว่ามีบางส่วนที่ทำ ซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะมีความเสี่ยง ไม่รับประกันความปลอดภัย เนื่องจากไม่เห็นหน้าลูกค้าโดยตรงเหมือนอยู่ในร้าน ทำให้ไม่สามารถประเมินได้ว่าลูกค้าคนนี้อันตรายหรือไม่ และช่วงโควิดระบาด ทำให้การเดินทางข้ามประเทศไปทำงานมีความลำบากมากขึ้น โดยมองว่ายิ่งการเดินทางลำบาก ยิ่งต้องหาช่องทางพิเศษ ก็ยิ่งเสี่ยงขึ้นไปอีก ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายและความรุนแรง เนื่องจากไม่สามารถเดินทางเข้าออกในเส้นทางปกติได้ เพราะฉะนั้นแล้วหากจะยุติการค้ามนุษย์ ควรต้องยุติกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เข้มงวด เพราะยิ่งเข้มงวด ยิ่งมีความเสี่ยง

สาวนั่งดริงก์ ไร้งาน ฝันที่วาดเอาไว้พังทลาย เงินเก็บหายเกลี้ยง

ขณะที่แวดวงสาวนั่งดริงก์ในต่างแดน อีกอาชีพได้รับผลกระทบจากโควิด "แพทตี้" สาวกำพร้าพ่อแม่ วัย 32 ปี ซึ่งเคยบินไปหลายประเทศทั้งจีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และล่าสุดมาเลเซีย เล่าว่า จากเคยทำงานต่างประเทศได้เงินเดือนไม่ต่ำกว่า 6-7 หมื่นต่อเดือน ต้องดับฝันที่เคยคาดหวังจะมีห้องพักในคอนโดฯ เป็นของตัวเอง เพราะโควิดระบาดหนัก ทำให้ต้องหยุดงานไปชั่วคราวเกือบ 2 เดือน อาศัยในที่พักของนายจ้างชาวมาเลเซียกับเพื่อนๆ ร่วมอาชีพ คิดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่กลับยิ่งแย่ลง จึงตัดสินใจกลับไทย

เมื่อย้อนไปรู้สึกเสียดายเงินกับค่าใช้จ่ายจิปาถะ เพราะก่อนจะเข้าไปทำงานมาเลเซีย ต้องรวบรวมเงินที่พอมีอยู่ จ่ายค่าเครื่องบินไปลงหาดใหญ่ เพื่อให้บังคนหนึ่งพาเข้าไปทางแนวชายแดน โดยเสียค่าใช้จ่ายตามที่ตกลงกัน ตั้งแต่ 50-100 ริงกิต ขึ้นอยู่กับจำนวนคน และเมื่อทำงานต้องถูกหักค่าหัวคิวให้กับเอเย่นต์วันละ 500-1,000 บาท ทำให้ยามค่ำคืนต้องพยายามเชียร์ลูกค้าให้จ่ายค่าดริงก์ให้ได้มากที่สุด จนบางคืนเมากับลูกค้าแทบไม่ไหวแต่ก็ต้องทน และใช้วิธีหลบหลีกแบบเนียนๆ จากการลวนลามของลูกค้าหื่นกาม

"แพทตี้" เริ่มมีสีหน้าเศร้าสร้อย นึกถึงในวันที่ออกเดินทางจากมาเลเซียกลับไทยโดยรถบัส ไปถึงชายแดนไทยฝั่ง จ.สงขลา ต้องลากกระเป๋าใบใหญ่พะรุงพะรังฝ่าแดดแรงจัด เดินเท้าหลายกิโลเมตร กว่าไปถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองของไทย ซึ่งช่วงแรกมาถึงไทยดูเหมือนชีวิตจะสนุกสนานสักพักหนึ่ง ก่อนตัดสินใจลงทุนขายส้มตำ และทำกับข้าวขายวันละ 1 อย่าง ตักใส่ถุงขาย ดูเหมือนโชคไม่เข้าข้าง ลูกค้าไม่ได้คึกคักอย่างที่คิด เพราะหลายคนประหยัดจากผลกระทบโควิด

สุดท้ายเงินที่เก็บเริ่มร่อยหรอ ต้องขายสร้อยทองเพื่อความอยู่รอด เพราะมีค่าใช้จ่ายมากมาย และเลือกที่จะหางานทำ ไปสมัครไม่มีใครรับ มีแต่คำตอบ เดี๋ยวติดต่อกลับไป กินเวลาหลายเดือน เพราะด้วยวุฒิที่เรียนจบอันน้อยนิด ในที่สุดได้งานทำในคลินิกรักษาสัตว์ ได้เงินเดือนไม่กี่พัน พอให้มีชีวิตอยู่ จะสุรุ่ยสุร่ายเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ โดยหวังว่าโควิดตัวร้ายจะหมดไป และโลกจะเป็นของเราในการใช้ชีวิตหางานทำในต่างประเทศ แต่อีกมุมหนึ่งก็อยากอยู่เมืองไทย เพราะอายุเริ่มเข้าเลขสามแล้ว ใครจะรับเข้าทำงาน บอกตัวเองสู้ๆ แม้บางครั้งจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาก็ตาม.

https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2038316

Quote
Topic starter Posted : 01/03/2021 8:20 am
Share: